2007/Jun/29

ทางกองสาราณียกรของนิตยสารปาจารยสาร ได้ทำการสัมภาษณ์นารี เจริญผลพิริยะ นักสันติวิธีที่เข้าไปทำงานภาคสนามและสัมผัสกับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในคอลัมน์วงน้ำชา (ไฟใต้อีกด้านหลังม่านควัน ค้นความคิดนักสันติวิธี นารี เจริญผลพิริยะ) ของปาจารยสารฉบับเดือนเมษยน-พฤษภาคม 2550

ทาง http://invisiblenews.exteen.com เห็นว่าบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำข้อความบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งหนึ่งในเว็บล็อกแห่งนี้

...พอเกิดเหตุ จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ชาวบ้านก็คิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำ ถามว่าชาวบ้านเข้าใจอย่างนั้นได้อย่างไร ทำไมถึงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ อะไรจะเป็นแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ คนที่กรุงเทพตอบไม่ได้ ยกตัวอย่าง กรณีบุกปอเนาะ เปาะซูเลาะห์ วันที่ 17 มีนาคม 2550 ก็มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้าไปบุกยิงปอเนาะ เจ้าหน้าที่รัฐยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ แต่ไปแถลงข่าวว่าเด็กนักเรียนทำระเบิด แล้วก็ระเบิดกันเอง เพราะว่ามีคนเสียชีวิต 2 คนยังเป็นเด็กอยู่เลย และบาดเจ็บอีก 8 คน คือมีเหตุเกิดขึ้นแน่นอน แต่ว่าเกิดขึ้นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ทางการก็ไปออกข่าวทางทีวี ชาวบ้านเลยรู้สึกว่า คุณยังไม่เห็นที่นี่เลย แต่คุณไปออกข่าวอย่างนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านก็เชื่อว่าไอ้กองกำลังนี้เป็นทหาร คุณทำก็เลยออกข่าวกลบเกลื่อนสิ่งที่ทำ แต่ถามว่าเห็นไหมคนที่ทำ อันนี้ก็ไม่ชัดเจน...

...แต่ว่าข่าวกระแสหลักพอเวลาออก ก็ไปขอสัมภาษณ์ทหาร นักข่าวส่วนกลางไม่ค่อยจริงจังกับงาน ไม่ค่อยส่งนักข่าวลงพื้นที่เท่าไร ทีวีนี่ดูเหมือนจะมีอยู่ช่องเดียว พอมีข่าววอเข้ามาว่ามีการเกิดเหตุ ไอทีวีก็จะไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐ คือหาเหตุที่มันเกิดแล้ว แต่ว่าพวกที่จะเข้าไปถึงพื้นที่ก่อนหน้านั้นที่จะเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันไม่ค่อยมีเลย ทั้ง ๆ ที่มีนักข่าวต่างประเทศเต็มไปหมด เหมือนนักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอังกฤษ นักข่าวออสเตรเลีย แต่ไม่มีนักข่าวจากส่วนกลางจากกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมี...

คือประวัติศาสตร์มันใช้การหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ประวัติศาสตร์เป็นมาอย่างไร มันลบไม่ได้ พื้นที่นั้น มันเป็นพื้นที่ที่เคยปกครองตนเองก่อน เคยมีกษัตริย์เป็นของตนเอง ดูแลตนเองมาก่อนแล้วก็ถูกกรุงเทพฯ เอาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ความรู้สึกเป็นอื่นโดยพื้นฐานมันมีอยู่แล้ว ถ้าอยากเข้าใจ สมมติว่า ตั้งแต่อยุธยาจนมาถึงปัจจุบัน ถ้าเกิดอยุธยายังเป็นของหงสาวดี คนไทยก็คงยังไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนพม่า คนไทยก็คือคนไทยภายใต้การปกครองของพม่า เขาก็เป็นคนมลายู ภายใต้การปกครองของคนไทย ยังเรียกตนเองว่าเป็นมลายู แล้วก็มีคนที่มาจากส่วนกลางก็เป็นซีแยหรือสยาม ชาวบ้านเรียกกรุงเทพฯ ว่าบางกอกเหมือนกับชาวต่างชาติที่เรียกเมืองไทยแบบนั้น อันนี้คือฐานตัววัฒนธรรมเอง มันก็มีความแตกต่างอย่างตัวภาษาคนละแบบ การที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่ ที่พูดภาษาไทยเป็นหลักลงไปมันก็มีความแตกต่างกันอยู่โดยพื้นมาแต่ไหนแต่ไร

คือประวัติศาสตร์แบบนี้มันหลีกเลี่ยงความรู้สึกเป็นอื่นได้ยาก เพราะการผนวกเข้ามาในเวลานั้นมันเป็นการใช้กำลัง มันไม่ได้เป็นการผนวกแบบพึงพอใจที่จะเข้ามาอยู่ร่วมกัน ลองนึกซิว่าอย่างทุกวันนี้คนสยามก็ยังนึกถึงพม่าในทางที่เป็นกลุ่มชนที่เข้ามาโจมตีอยุธยาอยู่นั่นแหละ คือมันเป็นความรู้สึกเมื่อ 300 ปีที่แล้ว พอเวลาที่พูดถึงสยาม ก็คือกลุ่มคนที่เข้ามายึดของเขาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1...

...ขณะที่ประชากร 80% เป็นมลายู 20% เป็นชาวพุทธ แต่บุคลากรของรัฐอย่างครูกลับแปรผกผัน บุคลากรของรัฐ 80% ใช้ภาษาไทย ในขณะที่อีก 20% เป็นมลายู ดังนั้นขณะที่เด็กนักเรียนมาจากบ้านที่พูดภาษามลายู แล้วต้องมาเรียนคณิตศาสตร์เป็นภาษาไทย เหมือนกับเราต้องเรียนเลขเป็นภาษาอังกฤษ มันยากขึ้นไม่รู้กี่เท่าเพราะไม่เข้าใจความหมาย แทนที่ในระดับชั้นประถมจะสอนเรื่องภาษาก่อน หรือจะต้องมีครูมลายูสอนภาษาไทย มันต้องปรับตรงนั้นก่อน แต่รัฐไทยไม่ยอมรับภาษาท้องถิ่น ภาษาไทยต้องใหญ่ ต้องใช้ภาษาไทย คราวนี้พอเด็กเจอปฏิกิริยาแบบนี้ ก็สอบตกบ้างหรือเรียนอ่อน แทนที่ครูจะหันมาดูว่าวิธีการเรียนการสอนของตนเองเหมาะกับพื้นที่ไหม ครูกลับเห็นว่าเด็กโง่ ส่วนใหญ่ไม่ได้กลับมาดูที่ตัวเอง พอเด็กกลับไปบอกที่บ้าน ครอบครัวก็ไม่อยากจะให้มาเรียน ดังนั้นจึงมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เรียนหนังสือสายสามัญของรัฐบาล และไปเข้าเรียนโรงเรียนสอนศาสนาเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเข้าไปในพื้นที่ก็จะเห็นว่าภาษาไทยอ่อนไม่ว่าจะเป็นวันรุ่น ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะมีแค่คนแก่ ๆ ที่จะพูดไทยไม่ได้ แต่กลับเป็นว่าวัยรุ่นที่พูดไทยไม่แข็งแรงนี้เยอะมาก

คิดยังไงกับการที่รัฐส่งทหารเข้าไปมากขึ้น ๆ ?

ไม่เห็นด้วยเลย เพราะตามทฤษฎีไฟไม่ได้ดับด้วยไฟ ความรุนแรงไม่สามารถดับได้ด้วยความรุนแรงอยู่แล้ว ในทางทฤษฎีไม่ว่าที่ไหนทั่วโลก ไฟมีแต่จะเพิ่มไฟให้กองใหญ่ขึ้น น้ำเท่านั้นที่ดับไฟได้ เพราะทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาได้คือต้องใช้สันติวิธี แต่อย่าลืมว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ นี่ต้องตกทางความคิด ดังนั้นมีคนถามว่าสันติวิธีเข้าไปแก้ปัญหาตั้งนานทำไมดับไฟไม่ได้สักที เพราะคนที่ทำงานสันติวิธียังเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มันต้องเป็นไปในระดับนโยบาย ต้องเป็นน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งต้องเป็นรัฐที่จะทำเรื่องนี้ ขณะนี้รัฐประกาศนโยบายจะใช้สันติวิธีในที่สาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติในพื้นที่เพิ่มกำลังทหาร เอาชาวบ้าน เอาผู้หญิงมาฝึกอาวุธ ถ้าทำแบบที่ว่าคือเพิ่มปืนคือเพิ่มอาวุธ ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือไม่ได้เพิ่มเฉพาะกำลังพลที่ติดอาวุธ แต่เพิ่มอาวุธให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย มีปืนที่ลงไปขายให้กับหน่วยป้องกันรักษาหมู่บ้านที่ถูกฝึกอาวุธ คุณส่งกำลังจากส่วนกลางไปแล้ว ยังไปฝึกให้คนในพื้นที่ใช้อาวุธด้วย พอคุณฝึกเขาแล้วคุณต้องแจกอาวุธให้เขาด้วย เพราะฉะนั้นทั้งกำลังพลที่ใช้อาวุธก็เพิ่มขึ้น และก็อาวุธที่จะสามารถใช้ประหารกันก็มากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณทำมันมีแต่ปัจจัยที่ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตได้มากขึ้น สิ่งที่คุณต้องทำจริง ๆ คือคุณต้องลดอาวุธ คือกำลังคนไม่ว่านะ ถ้าเป็นกำลังพลที่เป็นนักสันติวิธีลงไปทำงาน อันนี้จะแก้ปัญหาได้มากขึ้น คือคุณต้องฝึกคนที่ใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ ไม่ใช่ส่งคนที่ใช้อาวุธลงไป

ที่คัดค้านการส่งคนที่ใช้อาวุธลงไป ไม่ได้หมายถึงให้คุณนั่งเฉย ๆ แล้วเป็นนักสันติวิธี ไม่ใช่ คุณต้องส่งกำลังพลลงไป กำลังพลที่ต้องมีความรู้เรื่องสันติวิธีลงไปแก้ปัญหาที่นั่น ถามว่าถ้าไม่พกอาวุธไปแก้ปัญหาที่นั่น อาจตายไหม อาจตาย!! ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรจากการที่คุณพกอาวุธลงไป เพราะคนที่พกอาวุธลงไปก็เสี่ยงในการเสียชีวิตอยู่แล้ว แต่ว่าการส่งเจ้าหน้าที่ที่เป็นนักสันติวิธีลงไป ความเสี่ยงก็พอกัน แต่ผลจะออกมาต่างกันเพราะวิธีการต่างกัน

แล้วรู้สึกยังไงบ้างตอนที่ลงไป ?

ตอนแรกก็กลัวน่ะ ทุกครั้งที่กลับมากรุงเทพฯ ความกลัวจะเพิ่มขึ้นเพราะดูทีวี แต่พอลงไปอีกความกลัวจะลดลง เพราะไม่ค่อยได้ดูทีวี คือพอเราอยู่กับความจริงความกลัวจะลดลงเพราะเราเห็นว่าความจริงคืออะไร เกิดอะไรขึ้น อย่างที่คนที่ดูทีวีเห็นมีผู้ชุมนุม แล้วมีผู้หญิงปิดหน้า ก็จะคิดว่า คนพวกนี้มาจากไหนทำไมน่ากลัวจัง แต่ว่าตอนนั้นที่อยู่ที่สะบ้าย้อย มันเห็นมากกว่านั้น คือทีวีก็จะไปจับภาพเฉพาะคนที่ปิดหน้าใช่ไหม? หรือพอเขาจับภาพ ปุ๊บ ชาวบ้านก็กลัวก็เอาผ้าขึ้นมาปิด นึกออกหรือเปล่า คือจริง ๆ ก็ไม่ได้ปิดทุกคนหรอก การถ่ายภาพในพื้นที่แห่งนี้เป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันมีบางพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐมาปูพรมด้วยการเข้าไปในพื้นที่แล้วถ่ายรูปทุกคนในบ้าน บางคนหลังจากการถูกถ่ายภาพก็ถูกจับ ฉะนั้นการถ่ายภาพจึงเป็นการคุกคามความปลอดภัยอย่างหนึ่ง ดังนั้นพอทีวีไปถ่ายเขาก็ปิดหน้า ทีนี้คนทั่วไปเห็นก็บอกว่า ถ้าบริสุทธิ์ใจปิดหน้าทำไม คนเขาไม่เข้าใจบริบทในพื้นที่จริง ๆ แต่ตอนเราอยู่นั่นหลายคนก็ไม่ได้ปิดหน้า เขาก็เปิดเผยหน้าตาคุยกันปกติ...

คือสื่อก็กลัว ก็เลยไม่ลงไปทำงานอย่างจริงจัง พอคุณไม่ทำงานอย่างจริงจังคุณเข้าไม่ถึงชาวบ้านก็ไม่ได้เสียงจากชาวบ้านมา แต่รัฐนี่เป็นแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย งั้นคุณต้องสัมภาษณ์ทางเดียว ก็จะเห็นว่าข่าวที่ออกมาเป็นภาพชาวบ้านที่ไม่ได้พูดอะไร แต่คนอธิบายภาพเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนดูก็จะได้มุมมองหรือวิธีคิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้เสียงจากชาวบ้าน ที่จริงสื่อมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งได้ ถ้าเกิดคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ข้อเท็จจริงมาสู่สังคม เข้าให้ถึงทุกฝ่าย เสนอเสียงทุกเสียงที่สามารถเป็นไปได้ ก็จะทำให้หลายเรื่องมันกระจ่างมากขึ้น และลดความขัดแย้งด้วย เพราะเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งสองฝ่าย ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ต้องมองคู่กรณีเป็นลบอยู่แล้ว ในทางทฤษฎี เพราะว่าเวลาคุณไปทะเลาะกันที่ไหนเนี่ย แม้แต่นาย ก. กับนาย ข. นาย ก. ก็ต้องเห็น นาย ข. สารเลว นาย ข. ก็ต้องเห็นนาย ก. เป็นยักษ์มาร อันนี้เป็นพื้นฐาน ถ้าเกิดคุณได้ภาพข้างเดียวคุณก็จะได้ภาพคู่กรณีของเขาเป็นลบ ไอ้นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกิดเข้าไปลดความขัดแย้งนี่ก็คือคุณต้องพยายามที่จะให้ภาพของความเป็นจริงถูกสะท้อนออกมามากขึ้น หรือหาเสียงที่เป็นกลางมากขึ้นออกมาด้วยได้หรือเปล่า สื่อมีพลังมากที่จะลดความขัดแย้งได้แต่ขณะนี้ยังไม่ทำให้จริงจัง

วิธีที่รัฐไทยจัดการก็เป็นยุทธวิธีปกติที่ใช้กันทั่วโลกอยู่แล้วว่าฝ่ายที่ใช้กำลังของประเทศจะได้ใช้กำลังไปอย่างชอบธรรม คุณต้องให้ประชาชนทั่วไปเห็นคู่กรณีคุณเป็นลบ อันนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วโลกคือ คุณจะให้รัฐสภาอนุมัติเงินไปใช้เพื่อการที่จะทำลายล้างคนกลุ่มหนึ่ง คุณต้องเห็นแล้วว่าคนกลุ่มนี้ชั่วร้ายอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นรัฐสภาก็จะไม่สนับสนุนให้กระทำเช่นนี้แน่นอนอยู่แล้ว ในระดับสากลเขาทำอย่างนี้ทุกที่ คือพอทำสงครามกับใครปุ๊บ คุณก็ต้องพยายามให้คู่กรณีของคุณเป็นผู้ร้าย ดูจากตัววาทกรรม เรียก โจร โจรใต้ ก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน ในขณะที่วาทกรรมของคู่กรณีคุณจะเป็นอีกแบบ วาทกรรมเรื่องแยกดินแดนอันนี้เป็นของกรุงเทพฯ แต่วาทกรรมของพวกก่อการนั้นจะบอกว่า เพื่อเอกราชปัตตานี ใช้คนละคำ เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนเพราะดินแดนนั้นเป็นของเขาอยู่แล้ว วิธีคิดเขาเป็นอย่างนั้น

ถ้าเราสนใจเรื่องสันติวิธีแล้วเราเป็นคนกลางที่มองเข้าไปในความขัดแย้งเราต้องพยายามเข้าใจทุกฝ่าย เราก็จะเห็นว่าแต่ละฝ่ายยืนกันที่ตรงไหนอย่างไร ที่จริงขณะนี้คนไทยถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลน่าจะเข้าใจพวกก่อการที่ปัตตานี เพราะว่าได้ดูหนังเรื่องนเรศวร เพราะว่าวิญญาณของนเรศวรกับวิญญาณพวกประกาศเอกราชที่ปัตตานีเป็นอันเดียวกัน เพียงแต่ว่าตัวที่มาบดบังสายตาของคนไทยก็คือ ตัวตนของข้าพเจ้าเป็นไทย พอคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทยก็ไม่ยอมรับพวกปัตตานี คือพวกข้าพเจ้าทำเพื่อเอกราชเป็นวีรบุรุษแต่ถ้าพวกอื่นทำเพื่อเอกราชโดยเห็นเราเป็นศัตรู พวกนี้เป็นผู้ร้าย แล้วถ้าถามพม่า พระนเรศวรในสายตาพม่าก็คือหัวหน้าผู้ก่อการร้าย คือในแง่ของสายตาแต่ละฝ่ายที่คุณยืนอยู่คนละข้างแล้วนั้น คุณมองคู่กรณีอย่างไร

Comment

Comment:

Tweet


embarrassed confused smile cry cry cry cry cry cry cry cry ควยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยฮฺฮฺ
#1 by 123 (124.121.132.149) At 2007-12-27 16:34,