2007/Jan/27

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 นิตยสารฟ้าเดียวกัน และ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยงานสัมมนาในช่วงเช้า มีการเสวนาในหัวข้อ สังคมการเมืองไทย 4 เดือนหลังรัฐประหาร ซึ่งนักวิชาการผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจไว้มากมาย

ที่สำคัญก็คือ มีนักวิชาการหญิงสองคนได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองยุคปัจจุบัน ที่เราไม่ค่อยจะได้ยินเสียงของ ผู้หญิง พูดจาถึงสังคมการเมืองไทยอย่างบ่อยครั้งนัก

พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ดำเนินรายการ

ทางผู้จัดงานขอให้ดิฉันแนะนำหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยถ้าท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เปิดดูสารบัญของหนังสือเล่มนี้ก็คงจะพอรู้ว่าจุดยืนของหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร

ผู้จัดทำหนังสือบอกในบทนำว่า ตระหนักดีว่าวิธีคิดในการทำหนังสือเช่นนี้ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ผิดหลักการของสื่อสารมวลชนที่ดี ซึ่งต้องรักษาความเป็นกลาง นำเสนอความเห็นของทั้งสองฝ่าย หรือการที่ไม่ตัดสินอะไรด้วยอัตวิสัย

แต่ดิฉันคิดว่าถ้านิตยสารฟ้าเดียวกันทำตัวเป็นกลางเมื่อไหร่ คุณคงจะเสียแฟนคลับแน่ ๆ และคงกลายเป็นหนังสือที่น่าเบื่อที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะสำหรับสังคมการเมืองไทย ความเป็นกลางหมายถึงไม่ทำอะไร ไม่มีจุดยืน ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ และจริง ๆ แล้ว เราก็รู้ดีว่านิตยสารฟ้าเดียวกันมีจุดยืนเป็นอย่างไร จุดยืนของฟ้าเดียวกันคือ เป็นพวกไม่ชอบอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบนิยายจักร ๆ วงศ์ ๆ

ดิฉันคิดว่า ตราบเท่าที่นิตยสารฟ้าเดียวกันมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่ว่าไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราก็สามารถยอมรับคุณได้ เพราะถ้ามองไปที่หนังสือพิมพ์เมืองไทยแล้ว อย่าว่าแต่ความเป็นกลางเลย บางฉบับยังหาความจริงไม่ได้ด้วยซ้ำไป

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมเสวนา

ขอบคุณทางคณะผู้จัดงานที่ได้เชิญมาให้โอกาสพูดคุยกันในวันนี้ และหวังว่าจะมีผู้หญิงได้ขึ้นเวทีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเวลามีรัฐประหาร รู้สึกว่าผู้ชายเขาจะตีกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือวาทกรรมผู้ชาย ๆ ที่ชอบตีกันแรง ๆ ซึ่งคงจะเป็นจริงอย่างนั้น เพราะทัศนะที่ออกมาในช่วงเวลา 4 เดือน ผู้หญิงก็ไม่ได้มีบทบาทสักเท่าไหร่ แต่หลังจากนี้ไป เชื่อว่าเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คงสามารถทำให้การมีส่วนร่วม การตั้งคำถาม การคัดค้านรัฐประหาร หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ฟื้นคืนประชาธิปไตย ได้เปิดเวทีให้ผู้หญิง เด็ก เยาวชน แล้วก็คนอื่น ๆ ที่อยู่ในฐานะที่เรียกว่าชายขอบ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมมากขึ้น

วันนี้จะขออนุญาตพูดเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นการพูดถึง สัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) เพื่อตั้งคำถามว่า เราอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัมหรือเปล่า? สำหรับในส่วนที่สอง จะพูดถึงการที่สื่อมวลชนและคณะผู้ปกครองกำลังพยายามสร้างมติร่วมหรือฉันทามติใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

ทุกวันหลังวันที่ 19 กันยายน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน แม้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็ผิดปกติ ผิดแปลกไป เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัมกันหรือเปล่า? นี่เป็นส่วนหนึ่งของธีมหลักของหนังสือเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนชาวลาตินอเมริกา สิ่งที่ได้ดึงออกมาจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ การพยายามจะมองว่า เวลาของการเปลี่ยนแปลงในแบบประวัติศาสตร์ กับ เวลาแห่งเทพปกรณัม ดูเหมือนจะทับซ้อนกัน ในมุมมองทัศนะของหนังสือและวิธีการเขียนหนังสือของมาร์เกซ

สังคมนี้ต้องประสบกับปัญหานานาชนิด ที่ส่งผลให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราเป็นโรคความจำเสื่อม เราบ้าและศรัทธาในผู้มีอำนาจ เกิดการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้งในหลายสิบปีมานี้ หรือ เกิดการร่างรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่าหลายสิบครั้งเพียงเพื่อจะกลับไปร่างกันใหม่อีก ทั้งที่แก่นสารของรัฐธรรมนูญยังไม่ทันได้หยั่งราก ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนบ่อนเซาะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ไม่มีอะไรเดินไปข้างหน้า แต่หมุนเป็นวงรอบ จนดูราวกับว่าเรากำลังอยู่ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น ในเวลาแห่งเทพปกรณัมหรือเป็นเวลาในเชิงตำนาน หลายมองว่าเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ที่เราจะจำ หรือ แยกแยะเวลาเป็นเดือนเป็นปี เช่น 4 เดือนหลังรัฐประหาร 19 กันยา เพราะเวลาในอดีตและปัจจุบันถูกปิดให้มาเป็นเวลาที่อยู่ในระนาบเดียวกัน เราควรจะท่องอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัม อยู่กับกงล้อเวลาที่หมุนอยู่กับที่ไปชั่วนิจนิรันดร์ หรือ เราควรจะตื่นจากอาการนี้

ขออนุญาตอ้างอิงข้อความจากหนังสือเล่มดังกล่าวของมาร์เกซ ตัวเอกคือ พันเอกออเรลิยาโน บูเอนดิยา ก่อการขบถด้วยกองกำลังอาวุธ 32 ครั้ง และพ่ายแพ้ทุกครั้ง เขามีลูกชาย 17 คน จากหญิงสาว 17 คน ก่อนหน้าที่ลูกคนโตสุดจะมีอายุครบ 35 ปี พวกเขาถูกฆ่าตายทีละคน ๆ จนหมดสิ้นภายในคืนเดียวกัน เขารอดชีวิตจากการลอบสังหาร 14 ครั้ง การลอบซุ่มโจมตี 37 ครั้ง และการถูกสั่งยิงเป้า 1 ครั้ง

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์เห็นว่า แฟ้มประวัติโดยย่อของพันเอกออเรลิยาโนสะท้อนถึงชีวิตที่เป็นเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของเขาได้เป็นอย่างดี การจงใจนำตัวเลขมาใช้เพื่อบรรยายประสบการณ์ต่าง ๆ ของเขาในบทบรรยายข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของพันเอกออเรลิยาโน มิใช่ว่าเขาปล่อยให้เวลาหมดไปวัน ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยในชีวิต แต่สิ่งที่เขากระทำมากมายมิได้ทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาลุกขึ้นมาก่อการขบถถึง 32 ครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ทุกครั้งไป เสมือนหนึ่งว่าการขบถในแต่ละครั้งดำรงอยู่โดยตัวมันเอง ไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน จะเห็นว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เขากระทำแม้จะมีมากมาย แต่ก็มิได้ก่อให้เกิดการสั่งสมทางประสบการณ์ เวลาที่ผ่านไปในชีวิตเขาจึงมิได้เป็นเวลาในเชิงประวัติศาสตร์ แต่เป็นเวลาในเชิงปกรณัม

ในปัจจุบันนี้ เราเห็นสภาวะของการพยายามที่จะจับเวลาของอนาคต อดีต ปัจจุบัน มาหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียว จนเสมือนหนึ่งว่า เส้นแบ่งเวลาของอดีต ปัจจุบัน อนาคต ละลายหายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

ฉะนั้น จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า เราและสังคมไทยจะอยู่ในชีวิตแห่งเวลาของประวัติศาสตร์ หรือเราจะอยู่ในชีวิตแห่งเวลาของเทพปกรณัมกันแน่? ถ้าเราคิดว่าเรามีชีวิตอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัม เราก็อยู่อย่างนั้นมาหลายปีทีเดียว บางท่านบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่ 19 กันยา บางท่านบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2500 บางท่านอาจจะบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ขึ้นอยู่กับว่าใครยืนอยู่ตรงไหนของมิติเวลา ใครมีมุมมองอย่างไร

สำหรับในส่วนที่สอง เป็นเรื่องของการสร้างมติร่วมแบบเสมือน ในหนังสือที่คณะผู้จัดงาน คือ ฟ้าเดียวกัน นำเสนอมา จะมีภาพถ่ายที่ถูกใช้ในบริบทคนละบริบทกับวันเกิดเหตุ เล่มนี้เอามาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์คัดค้าน จะมีภาพรถถังเยอะมากในแทบจะทุกหน้าที่มีรูปภาพ รวมทั้งที่หน้าปก ซึ่งจะมีเด็ก ๆ สองคนที่มีอากัปกิริยาร่าเริงยืนอยู่หน้ารถถัง นี่ถือเป็นการพยายามตีความภาพใหม่หรือหยิบมาใส่บริบทใหม่ ในขณะที่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 19 กันยา ภาพที่สื่อออกมาจะเป็นภาพของรถถังที่มีความสงบเรียบร้อยและมีผู้ไปแสดงความชื่นชมยินดี

วันก่อน ดิฉันเพิ่งมีโอกาสเปิดดูคลิปวีดีโอสัมภาษณ์คุณทักษิณในซีเอ็นเอ็น ที่ยูบีซีปิดกั้นไม่ให้ออกอากาศ แต่ว่าถ้าใครสนใจ ก็สามารถเปิดดูได้ในเว็บไซต์ของซีเอ็นเอ็น คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นรายงานข่าวชิ้นสั้น ๆ 2 ชิ้น ยาวประมาณ 2 นาที ชิ้นหนึ่งตัดตอนมาจากบทสัมภาษณ์คุณทักษิณ ได้ยินว่าบทสัมภาษณ์ขนาดยาวครึ่งชั่วโมง จะออกอากาศอีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (20 มกราคม) ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการรัฐประหาร แล้วก็มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีรถถัง มีการสัมภาษณ์อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ประกอบอยู่ด้วย คลิปวีดีโอชิ้นนี้เริ่มต้นจากภาพรถถังเหมือนก