2007/Jan/27

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 นิตยสารฟ้าเดียวกัน และ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยงานสัมมนาในช่วงเช้า มีการเสวนาในหัวข้อ สังคมการเมืองไทย 4 เดือนหลังรัฐประหาร ซึ่งนักวิชาการผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจไว้มากมาย

ที่สำคัญก็คือ มีนักวิชาการหญิงสองคนได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองยุคปัจจุบัน ที่เราไม่ค่อยจะได้ยินเสียงของ ผู้หญิง พูดจาถึงสังคมการเมืองไทยอย่างบ่อยครั้งนัก

พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ดำเนินรายการ

ทางผู้จัดงานขอให้ดิฉันแนะนำหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยถ้าท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เปิดดูสารบัญของหนังสือเล่มนี้ก็คงจะพอรู้ว่าจุดยืนของหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร

ผู้จัดทำหนังสือบอกในบทนำว่า ตระหนักดีว่าวิธีคิดในการทำหนังสือเช่นนี้ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ผิดหลักการของสื่อสารมวลชนที่ดี ซึ่งต้องรักษาความเป็นกลาง นำเสนอความเห็นของทั้งสองฝ่าย หรือการที่ไม่ตัดสินอะไรด้วยอัตวิสัย

แต่ดิฉันคิดว่าถ้านิตยสารฟ้าเดียวกันทำตัวเป็นกลางเมื่อไหร่ คุณคงจะเสียแฟนคลับแน่ ๆ และคงกลายเป็นหนังสือที่น่าเบื่อที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะสำหรับสังคมการเมืองไทย ความเป็นกลางหมายถึงไม่ทำอะไร ไม่มีจุดยืน ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ และจริง ๆ แล้ว เราก็รู้ดีว่านิตยสารฟ้าเดียวกันมีจุดยืนเป็นอย่างไร จุดยืนของฟ้าเดียวกันคือ เป็นพวกไม่ชอบอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบนิยายจักร ๆ วงศ์ ๆ

ดิฉันคิดว่า ตราบเท่าที่นิตยสารฟ้าเดียวกันมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่ว่าไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราก็สามารถยอมรับคุณได้ เพราะถ้ามองไปที่หนังสือพิมพ์เมืองไทยแล้ว อย่าว่าแต่ความเป็นกลางเลย บางฉบับยังหาความจริงไม่ได้ด้วยซ้ำไป

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมเสวนา

ขอบคุณทางคณะผู้จัดงานที่ได้เชิญมาให้โอกาสพูดคุยกันในวันนี้ และหวังว่าจะมีผู้หญิงได้ขึ้นเวทีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเวลามีรัฐประหาร รู้สึกว่าผู้ชายเขาจะตีกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือวาทกรรมผู้ชาย ๆ ที่ชอบตีกันแรง ๆ ซึ่งคงจะเป็นจริงอย่างนั้น เพราะทัศนะที่ออกมาในช่วงเวลา 4 เดือน ผู้หญิงก็ไม่ได้มีบทบาทสักเท่าไหร่ แต่หลังจากนี้ไป เชื่อว่าเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คงสามารถทำให้การมีส่วนร่วม การตั้งคำถาม การคัดค้านรัฐประหาร หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ฟื้นคืนประชาธิปไตย ได้เปิดเวทีให้ผู้หญิง เด็ก เยาวชน แล้วก็คนอื่น ๆ ที่อยู่ในฐานะที่เรียกว่าชายขอบ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมมากขึ้น

วันนี้จะขออนุญาตพูดเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นการพูดถึง สัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) เพื่อตั้งคำถามว่า เราอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัมหรือเปล่า? สำหรับในส่วนที่สอง จะพูดถึงการที่สื่อมวลชนและคณะผู้ปกครองกำลังพยายามสร้างมติร่วมหรือฉันทามติใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

ทุกวันหลังวันที่ 19 กันยายน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน แม้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็ผิดปกติ ผิดแปลกไป เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัมกันหรือเปล่า? นี่เป็นส่วนหนึ่งของธีมหลักของหนังสือเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนชาวลาตินอเมริกา สิ่งที่ได้ดึงออกมาจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ การพยายามจะมองว่า เวลาของการเปลี่ยนแปลงในแบบประวัติศาสตร์ กับ เวลาแห่งเทพปกรณัม ดูเหมือนจะทับซ้อนกัน ในมุมมองทัศนะของหนังสือและวิธีการเขียนหนังสือของมาร์เกซ

สังคมนี้ต้องประสบกับปัญหานานาชนิด ที่ส่งผลให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราเป็นโรคความจำเสื่อม เราบ้าและศรัทธาในผู้มีอำนาจ เกิดการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้งในหลายสิบปีมานี้ หรือ เกิดการร่างรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่าหลายสิบครั้งเพียงเพื่อจะกลับไปร่างกันใหม่อีก ทั้งที่แก่นสารของรัฐธรรมนูญยังไม่ทันได้หยั่งราก ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนบ่อนเซาะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ไม่มีอะไรเดินไปข้างหน้า แต่หมุนเป็นวงรอบ จนดูราวกับว่าเรากำลังอยู่ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น ในเวลาแห่งเทพปกรณัมหรือเป็นเวลาในเชิงตำนาน หลายมองว่าเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ที่เราจะจำ หรือ แยกแยะเวลาเป็นเดือนเป็นปี เช่น 4 เดือนหลังรัฐประหาร 19 กันยา เพราะเวลาในอดีตและปัจจุบันถูกปิดให้มาเป็นเวลาที่อยู่ในระนาบเดียวกัน เราควรจะท่องอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัม อยู่กับกงล้อเวลาที่หมุนอยู่กับที่ไปชั่วนิจนิรันดร์ หรือ เราควรจะตื่นจากอาการนี้

ขออนุญาตอ้างอิงข้อความจากหนังสือเล่มดังกล่าวของมาร์เกซ ตัวเอกคือ พันเอกออเรลิยาโน บูเอนดิยา ก่อการขบถด้วยกองกำลังอาวุธ 32 ครั้ง และพ่ายแพ้ทุกครั้ง เขามีลูกชาย 17 คน จากหญิงสาว 17 คน ก่อนหน้าที่ลูกคนโตสุดจะมีอายุครบ 35 ปี พวกเขาถูกฆ่าตายทีละคน ๆ จนหมดสิ้นภายในคืนเดียวกัน เขารอดชีวิตจากการลอบสังหาร 14 ครั้ง การลอบซุ่มโจมตี 37 ครั้ง และการถูกสั่งยิงเป้า 1 ครั้ง

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์เห็นว่า แฟ้มประวัติโดยย่อของพันเอกออเรลิยาโนสะท้อนถึงชีวิตที่เป็นเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของเขาได้เป็นอย่างดี การจงใจนำตัวเลขมาใช้เพื่อบรรยายประสบการณ์ต่าง ๆ ของเขาในบทบรรยายข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของพันเอกออเรลิยาโน มิใช่ว่าเขาปล่อยให้เวลาหมดไปวัน ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยในชีวิต แต่สิ่งที่เขากระทำมากมายมิได้ทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาลุกขึ้นมาก่อการขบถถึง 32 ครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ทุกครั้งไป เสมือนหนึ่งว่าการขบถในแต่ละครั้งดำรงอยู่โดยตัวมันเอง ไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน จะเห็นว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เขากระทำแม้จะมีมากมาย แต่ก็มิได้ก่อให้เกิดการสั่งสมทางประสบการณ์ เวลาที่ผ่านไปในชีวิตเขาจึงมิได้เป็นเวลาในเชิงประวัติศาสตร์ แต่เป็นเวลาในเชิงปกรณัม

ในปัจจุบันนี้ เราเห็นสภาวะของการพยายามที่จะจับเวลาของอนาคต อดีต ปัจจุบัน มาหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียว จนเสมือนหนึ่งว่า เส้นแบ่งเวลาของอดีต ปัจจุบัน อนาคต ละลายหายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

ฉะนั้น จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า เราและสังคมไทยจะอยู่ในชีวิตแห่งเวลาของประวัติศาสตร์ หรือเราจะอยู่ในชีวิตแห่งเวลาของเทพปกรณัมกันแน่? ถ้าเราคิดว่าเรามีชีวิตอยู่ในเวลาแห่งเทพปกรณัม เราก็อยู่อย่างนั้นมาหลายปีทีเดียว บางท่านบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่ 19 กันยา บางท่านบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2500 บางท่านอาจจะบอกว่าเราอยู่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ขึ้นอยู่กับว่าใครยืนอยู่ตรงไหนของมิติเวลา ใครมีมุมมองอย่างไร

สำหรับในส่วนที่สอง เป็นเรื่องของการสร้างมติร่วมแบบเสมือน ในหนังสือที่คณะผู้จัดงาน คือ ฟ้าเดียวกัน นำเสนอมา จะมีภาพถ่ายที่ถูกใช้ในบริบทคนละบริบทกับวันเกิดเหตุ เล่มนี้เอามาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์คัดค้าน จะมีภาพรถถังเยอะมากในแทบจะทุกหน้าที่มีรูปภาพ รวมทั้งที่หน้าปก ซึ่งจะมีเด็ก ๆ สองคนที่มีอากัปกิริยาร่าเริงยืนอยู่หน้ารถถัง นี่ถือเป็นการพยายามตีความภาพใหม่หรือหยิบมาใส่บริบทใหม่ ในขณะที่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 19 กันยา ภาพที่สื่อออกมาจะเป็นภาพของรถถังที่มีความสงบเรียบร้อยและมีผู้ไปแสดงความชื่นชมยินดี

วันก่อน ดิฉันเพิ่งมีโอกาสเปิดดูคลิปวีดีโอสัมภาษณ์คุณทักษิณในซีเอ็นเอ็น ที่ยูบีซีปิดกั้นไม่ให้ออกอากาศ แต่ว่าถ้าใครสนใจ ก็สามารถเปิดดูได้ในเว็บไซต์ของซีเอ็นเอ็น คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นรายงานข่าวชิ้นสั้น ๆ 2 ชิ้น ยาวประมาณ 2 นาที ชิ้นหนึ่งตัดตอนมาจากบทสัมภาษณ์คุณทักษิณ ได้ยินว่าบทสัมภาษณ์ขนาดยาวครึ่งชั่วโมง จะออกอากาศอีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (20 มกราคม) ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการรัฐประหาร แล้วก็มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีรถถัง มีการสัมภาษณ์อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ประกอบอยู่ด้วย คลิปวีดีโอชิ้นนี้เริ่มต้นจากภาพรถถังเหมือนกัน แต่มีเสียงรถถังกำลังวิ่ง

ดิฉันอยากถามพวกเราให้ลองทวนความจำว่า ตั้งแต่เราดูข่าวโทรทัศน์มานับจากวันเกิดเหตุ เราได้ยินเสียงรถถังวิ่งหรือไม่ ส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่ได้ยิน เป็นครั้งแรกเมื่อสองวันก่อน ที่ดิฉันเปิดดูคลิปวีดีโอของซีเอ็นเอ็น แล้วได้ยินเสียงรถถัง มันไม่เหมือนกันเลยกับเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่เราเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ไทย เพราะสิ่งที่เราเห็นในสถานีโทรทัศน์ไทยมันไม่มีเสียง มันเป็นเสียงอื่นที่มีความหมายแตกต่างออกไป เหตุการณ์รัฐประหารกลายเป็นปฏิบัติการที่มีเสียงบรรยาย ซึ่งไม่ใช่เสียงของเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ ความน่าสะพรึงกลัวจึงหายไป

ในเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้าเราได้ยินเสียงรถถังวิ่งสักห้านาที เราจะเริ่มรู้สึกแตกต่างจากภาพข่าวที่มีผู้บรรยายข่าวว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมหมดแล้ว ไม่มีเสียงของตีนตะขาบวิ่งไปบนถนน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการพยายามสร้างมติร่วม นี่เป็นศัพท์และแนวความคิดของนอม ชอมสกี้ ในเรื่อง manufacturing consent คือเป็นการยึดพื้นที่เพื่อที่จะสร้างฉันทามติชุดใหม่หลังรัฐประหาร หรือ ที่บ้านเราตอนนี้จะใช้คำว่า การชิงพื้นที่สื่อ แต่ความหมายของการชิงพื้นที่สื่อนั้น เราจะรู้สึกว่าอำนาจต่อรองของกลุ่มที่เข้าไปแย่งชิงพื้นที่อาจจะใกล้เคียงกัน หรือ เท่า ๆ กัน ดิฉันจึงคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นการบังคับยึดพื้นที่มากกว่า ซึ่งแน่นอนที่สุด อาจจะเป็นการกระทำไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันทางด้านบริบท เพราะว่าเป็นการกระทำที่อยู่ในสภาวะของรัฐบาลภายใต้คมช. และอยู่ในเงื่อนไขของรัฐประหาร

วิธีการควบคุมสื่อที่เราเห็นกัน ก็คือ การใช้รถถังเข้าไปคุมสถานีโทรทัศน์ จะเห็นว่าอำนาจการสื่อสารการสร้างฉันทามติจะตกอยู่ที่โทรทัศน์ เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนทั่วประเทศได้รับข่าวสารจากโทรทัศน์มาก รถถังยังอยู่จนกระทั่ง 3 เดือนผ่านไป เพราะฉะนั้น น่าสนใจมากว่า ยังมีการใช้อาวุธมาควบคุมการสื่อสารในยุคนี้ ซึ่งเราไม่คาดฝันว่า การปิดกั้นในรูปลักษณ์ที่อาศัยอาวุธยุทธภัณฑ์จะยังปรากฏอยู่และก็ไม่ได้ถอนออกไป

การเชิญสื่อมวลชนเข้าพบก็มีตั้งแต่วันถัดไปหลังจากที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร แล้วก็จะเชิญเข้าพบเกือบทุกอาทิตย์ การเชิญสถานีโทรทัศน์เข้าไปขอความร่วมมือก็เพิ่งมีการคัดค้านประท้วงกันมาก หลังจากเชิญสื่อมวลชนกระแสหลักใหญ่ ๆ เข้าไปแล้ว ถัดมาก็มีการเชิญวิทยุชุมชน ซึ่งถือเป็นวิทยุที่เข้าถึงผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้าไปพบด้วย ทุกคนก็ถูกขอความร่วมมือที่จะออกอากาศรายการต่าง ๆ

ดิฉันได้ยินเรื่องดังกล่าวแล้วเหมือนกับได้ทวนความจำไปในช่วงหลัง 6 ตุลา เพราะว่าในช่วงนั้นจะมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 15 กับ 16 ที่สั่งว่าต้องถ่ายทอดข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยวันละ 4 เวลา ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเพิ่งถูกยกเลิกไปในช่วงหลังปี พ.ศ. 2535 ข่าวจึงสามารถออกอากาศได้หลาย ๆ เวลาแตกต่างกันไป ในขณะที่แต่ก่อนนี้ เราจะฟังข่าวเหมือนกับกับแกล้มอาหาร มีมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น มื้อกลางคืน หลังปี พ.ศ. 2535 มันก็คลี่คลาย แต่ตอนนี้ระบบดังกล่าวได้กลับเข้ามาใหม่ ซ้ำยังมีข่าวถึงสองชุด คือ ข่าวจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยกับข่าวจากกองทัพ

นอกจากนี้แล้ว ก็มีเรื่องของอสมท. ที่คณะรัฐประหารส่งคนเข้าไปยึดการบริหาร เข้าไปยึดรายการ จนมีการคัดค้านของพนักงานอยู่ห้วงหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็เงียบไป

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เห็นเด่นชัดในหมู่พวกเรา ก็คือ การปิดสื่ออินเตอร์เน็ต จนกระทั่งมีคณะที่ลุกขึ้นมาคัดค้านการปิดกั้นดังกล่าว

ดิฉันสังเกตพบว่า การบังคับยึดพื้นที่สื่อในห้วงเวลาที่ผ่านมา มักจะเป็นการบังคับยึดแบบปิดไปเลย กับสื่อที่คนทั่ว ๆ ไป มองไม่เห็น เช่น เว็บไซต์ของกลุ่ม 19 กันยา เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สื่อที่ถูกปิดเหล่านี้เป็นสื่อที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ อยู่ในไซเบอร์ ส่วนวิทยุชุมชนก็อยู่ไกลคนกรุงเทพฯ ต้องตั้งใจรับฟังข่าวเท่านั้นจึงจะทราบว่ามีการปิดกั้นวิทยุชุมชน หรือบางทีข่าวสารก็ถูกเหวี่ยงออกไปข้างนอกประเทศก่อน แล้วจึงค่อยถูกโยนกลับเข้ามาในกระแสของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น วิธีการบังคับยึดพื้นที่สื่อของอำนาจรัฐปัจจุบันจึงเป็นการปิดสื่อที่ไม่อยู่ในสายตา หรือ เห็นได้ไม่เด่นชัด

สำหรับสื่อกระแสหลักนั้นจะไม่ถูกปิด แต่จะถูกเรียกไปพบ เรียกไปขอความร่วมมือบ่อย ๆ ดิฉันมีข้อสังเกตเป็นการเปรียบเทียบว่า ในปี พ.ศ. 2535 มีหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับที่ถูกเรียกไปพบ เพื่อให้มารับหนังสือของสันติบาลที่มีคำสั่งให้หนังสือพิมพ์เหล่านั้นปิดตัวเอง แต่หนังสือพิมพ์เหล่านั้นไม่ไป และยังมีการเขียนบทนำคัดค้านด้วยว่า ถ้าจะปิดเรา ให้มาที่เรา แต่คราวนี้ เราจะสังเกตเห็นว่า เขาเชิญสื่อกระแสหลักไปพบ สื่อเหล่านั้นก็ไปพบทุกที เพราะฉะนั้น เงื่อนไขจึงแตกต่างไปมากทีเดียวกับเทียบกับเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

สาระสำคัญอะไรในการสร้างมติร่วมเสมือนอันนี้ให้เกิดขึ้น มติร่วมดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็น virtual reality (สภาวะเสมือนจริง) ไม่ได้เป็นมติร่วมที่แท้จริง แต่อำนาจรัฐในขณะนี้ก็พยายามสร้างมติร่วมขึ้นมา เพื่อสร้างความชอบธรรมและความมั่นคงให้แก่รัฐบาลเอง ขณะเดียวกันก็เป็นการปิดกั้นและต่อต้านเสียงคัดค้าน มติร่วมที่สำคัญซึ่งถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเป็นการสร้างกระแสเรื่องของพระราชอำนาจ กระแสเรื่องของราชาชาตินิยม เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสด้านลบของเรื่องประชานิยม เรื่องทุนนิยม โดยที่กระแสที่อาจจะเป็นความจริงหรือเป็นเรื่องของคลื่นใต้น้ำที่เราพูดกันอยู่ กระแสเผด็จการของชนชั้นนำ ชนชั้นปกครอง ทั้งสองฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาลที่แล้ว หรือ รัฐบาลนี้ กลับไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจนเท่าใดนัก ท่ามกลางกระแสใหม่ที่กำลังรีบสร้างกัน

ภายใต้กระแสที่ว่านี้ มีการนิยามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง พวกเราทุกคนจึงถูกตอกย้ำ ถูกสอนอยู่ทุกวัน ผ่านสื่อ โดยเฉพาะที่เป็นสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์

ดิฉันสรุปง่าย ๆ ว่าความพยายามของกระแสที่จะสร้างวาทกรรมหรือความเชื่อใหม่ขึ้นมาตอนนี้ ก็คือ การเชิดชูราชาชาตินิยมขึ้นมาเป็นหลัก ส่วนประชาธิปไตยก็จะถูกบอกเสมอว่าเป็นเรื่องรอง ไม่สำคัญเท่าไหร่ ประชาธิปไตยแบบที่เราเห็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างการเลือกตั้งนั้น ก็อาจไม่สำคัญมากนัก ถ้าจะให้ดี ก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถูกโยนออกมาเป็นคำถามแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเริ่มที่จะมีการตั้งคำถามในประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ จากอำนาจรัฐปัจจุบัน แล้วรอฟังดูว่าจะเกิด consent หรือ ความเห็นชอบร่วมในสังคมหรือไม่? มีเสียงค้านบ้างรึเปล่า? ถ้าเสียงค้านน้อย ในรัฐธรรมนูญฉบับหน้าก็คงจะปรากฏประเด็นดังกล่าวขึ้นมาได้ ถ้ามีเสียงคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์มาก ก็จะต้องหลบเลี่ยงไปทำเป็นอย่างอื่น

ดังนั้น สื่อจึงเข้ามามีบทบาททำหน้าที่นำเสนอมติร่วมตรงนี้ค่อนข้างมาก ทั้งสอน ทั้งบอก ทั้งตอกย้ำ แล้วก็มีวิธีนำเสนอให้มีความน่าสนใจ สนุกสนาน เช่น การเล่าข่าวในรายการข่าวโทรทัศน์ หรือเรียกได้ว่า แทบลอยด์นิวส์ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายอย่างทั่วถึงในสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ซึ่งส่งผลให้เราไม่มีการตั้งคำถาม และลดทอนการวิพากษ์วิจารณ์ลง แต่ทำให้บรรยากาศรื่นรมย์ขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนให้แพร่ภาพสารคดีพิเศษต่าง ๆ จำนวนมากต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อที่จะเชิดชูสถาบันหลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทหาร สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ก็ถือเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการที่จะสร้างกระแสและสร้างวาทกรรมให้เป็นที่รับเชื่อในระยะเวลาซึ่งถ้านับถึงตอนนี้ก็คือ 4 เดือน แล้วก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 1 ปี และเหมือนกับทุกคนจะยอมรับว่า 1 ปี เป็นเวลาที่กำหนดไว้ ดิฉันคิดว่าเราอาจจะให้ consensus (ฉันทามติ) ไปแล้วด้วยว่าเวลาที่กำหนดคือ 1 ปี แต่ทำไมเราจึงยอมรับว่า 1 ปี? ทำไมเราให้ความเห็นชอบไปว่า 1 ปี? มันแปลว่าอะไร?

ถ้ามีการมาขอยืดเวลาที่กำหนดไว้เป็น 1 ปี 6 เดือนล่ะ แล้วสื่อก็คอยพูดซ้ำ ๆ ว่า เดี๋ยว 1 ปี 6 เดือน ทุกอย่างก็จะเสร็จ เราก็ต้องรอถึง 1 ปี 6 เดือน ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น มันก็คล้าย ๆ กับว่าเราเข้าไปอยู่ในห้วงเวลาของเทพปกรณัมแล้วจริง ๆ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไอ้พวกชั่ว พวกมึงเดนนรก
#1  by  คึรวยยย (118.174.169.98) At 2008-05-18 01:30, 
#2  by  อันดา (202.133.154.238) At 2008-07-23 20:41, 

<< Home