2006/Oct/18

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2549 กลุ่มโดมแดง ได้จัดการเสวนาหัวข้อ รัฐประหารกับความชอบธรรมทางการเมือง ขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการจากหลายสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์มาร่วมแสดงความเห็น หนึ่งในนั้นคือ ธเนศ วงศ์ยานนาวา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นี่คือความเห็นของธเนศที่มีต่อเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

เสียงสะท้อนถึงปัญญาชนสาธารณะบางคนกับการรัฐประหาร

เวลาเราพูดถึงปัญญาชนสาธารณะจำนวนหนึ่งว่าจะมาเป็นหมอนรองรับให้คปค. มันทำให้ผมคิดถึงรัฐบาลคุณธานินทร์ กรัยวิเชียรขึ้นมาทันทีว่า รัฐบาลธานินทร์มันเป็นหอย แล้วคณะปฏิรูปคือเปลือกหอย เพราะฉะนั้นผมก็เลยเกิดคำถามว่าปัญญาชนสาธารณะที่เข้าไปทำงานให้กับคปค. เช่น อาจารย์บรรเจิดและอาจารย์สุรพล แกจะกลายเป็นหอยหรือเปลือกหอย? ผมคิดว่าคนพวกนี้น่าจะกลายเป็นเปลือกหอยมากกว่า เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าเปลือกของแกนั้นจะหนาแค่ไหน เพราะว่ามันคงต้องทนแรงกระแทกอีกเยอะ

อนาคตและความทรงจำอันแสนสั้นของสังคมไทย

ผมมองว่าสถานการณ์ต่อไปนี้จะเกิดการเผชิญหน้าที่ทำให้หอยถูกบดขยี้และศูนย์กลางแห่งอำนาจของสังคมไทยจะต้องประสบปัญหามากขึ้น เพราะสังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมอีแอบอีกแล้ว ในขณะนี้ชนชั้นนำทางการเมืองทุกคนเอาไพ่ออกมาวางบนโต๊ะเดิมพันกันหมด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนพวกนี้จะต้องเสริมสร้างพลัง ซึ่งผมคิดว่าเราต้องพิจารณาถึงพลังของศูนย์กลางแห่งอำนาจของสังคมไทยในอนาคตให้มาก ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปมันจะต้องเน้นไปที่พลังของศูนย์กลางแห่งอำนาจในอนาคต เราจะต้องคิดกันต่อไปว่าพลังของศูนย์กลางแห่งอำนาจในอนาคตดังกล่าวจะอยู่อย่างไรต่อไปภายในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้น คุณจึงไม่สามารถมองการรัฐประหารครั้งนี้อย่างแยกขาดออกจากประเด็นเรื่องพลังของศูนย์กลางแห่งอำนาจของสังคมไทยในอนาคต ซึ่งคุณก็ควรจะต้องย้อนกลับไปดูกรณี 6 ตุลา

แต่ผมเห็นด้วยว่าความทรงจำของประเทศไทยมันค่อนข้างที่จะสั้น ทว่าความจริงแล้วไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีความทรงจำสั้น แต่มันเป็นตรรกะของรัฐประชาชาติที่คุณจะต้องเลือกลืมและเลือกจำ ด้วยเหตุนี้ทุกชาติจะต้องมีความทรงจำที่สั้น โดยเฉพาะความทรงจำในเรื่องที่ไม่สะอาด มิฉะนั้นแล้ว ก็คงจะไม่มีคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ เพราะเวลาคุณเข้าห้องน้ำคุณก็ต้องใช้กระดาษชำระ อะไรที่สกปรกมันก็ต้องถูกชำระออกไป

Coup d'État, รัฐที่ไม่สามารถประหารได้, กระบวนการที่ต้องดำเนินต่อไปของประชาธิปไตย และการ ปฏิวัติ

ถ้าคุณดูการรัฐประหารปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ คุณจำได้มั้ยว่าวีรบุรุษสะพานมัฆวานคือใคร? วีรบุรุษสะพานมัฆวานก็คือคุณอาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งเป็นคนเปิดสะพานให้นักศึกษาเดินข้ามไปเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและป้องกันการเสียเลือดเนื้อ ข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน

ตอนจอมพลถนอมทำรัฐประหารปี 2514 เสียเลือดมั้ยครับ? ไม่เสียเลยสักบาทเดียว ตอนรัฐประหารรัฐบาลคุณธานินทร์ก็ไม่ได้เสียเลือดเสียเนื้อ และตอนรสช.ก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเวลาเราบอกว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็น bloodless coup ผมอยากบอกว่ารัฐประหารครั้งไหน ๆ มันก็ไม่เสียเลือดเนื้อทั้งนั้น

ผมเห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้มันมีความชัดเจนที่สุดในการเป็น Coup d'État ถ้าเราย้อนกลับไปดูรากศัพท์ของคำว่า Coup d'État คำ ๆ นี้เกิดขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อใช้อธิบายวันที่ถูกเรียกว่า the day of the dupes ในคริสต์ทศวรรษ 1620 ที่ Richelieu จัดการศัตรูทางการเมืองให้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 กษัตริย์ฝรั่งเศส (ดูประวัติอย่างย่นย่อของ Richelieu ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Richelieu) เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า Coup d'État ครั้งนี้เป็นครั้งที่ไม่ได้คลาสสิก แต่เป็นครั้งที่ผมถือว่าเป็น prototype (รูปแบบดั้งเดิม) เลยทีเดียว

Coup d'État หมายถึงการประหารรัฐ แต่เราประหารรัฐได้มั้ย? เราประหารรัฐไม่ได้ เพราะรัฐคือสิ่งที่ไม่มีตัวตน นับตั้งแต่ Hobbes เป็นต้นมา มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า personal state อีกต่อไป รัฐเป็นสิ่งที่ impersonal เพราะฉะนั้นรัฐไม่มีวันตาย เมื่อรัฐไม่มีวันตาย รัฐจึงอยู่เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผม รัฐคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ เพราะคุณฉีกรัฐไม่ได้ เมื่อคุณฉีกรัฐไม่ได้ รัฐจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องหันหลังพิงหรือไม่ก็ต้องก้มลงกราบ ดังนั้นรัฐจึงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐก็คือความมั่นคง ด้วยเหตุนี้ตรรกะในการอธิบายสถานการณ์ทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภายใต้สิ่งที่เรียกว่าการสมานฉันท์ กอดกัน จูบกัน หรือสามัคคี จึงเป็นตรรกะของรัฐประชาชาติที่ต้องการความมั่นคง แต่ไม่ได้เป็นตรรกะของระบอบเสรีประชาธิปไตย เพราะระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้นต้องมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่แล้ว

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจึงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยของไทยดำเนินไปอย่างเข้มข้นแล้ว ด้วยการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาลทักษิณ เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนกรณี 6 ตุลา เพราะไม่ว่ารัฐบาลทักษิณจะปกป้องหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยคือกระบวนการที่จะต้องดำเนินการต่อไปเพื่อบรรลุถึงความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ในสายตาของผมที่เป็นเสรีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากเสรีประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับโลกสมัยใหม่ที่เป็น unfinished project ตามแนวคิดของ Habermas คือเป็นกระบวนการที่จะต้องดำเนินต่อไป ไม่ใช่เป็น substantive democracy ที่คุณสามารถจะหยิบฉวยเนื้อหาหรือแก่นสารของมันออกมาได้

ผมคิดว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นการสร้างจารีตแบบไทย ๆ เพราะถ้าถามว่ารัฐประหารมีความชอบธรรมมั้ย? ผมขอตอบว่าชอบ ทำ ครับ เพราะเราทำมาหลายครั้งแล้ว จึงเป็นสิ่งที่เราชอบทำ หรือถ้าเราคิดในกรอบของภาษาไทยรัฐประหารจะมีความชอบธรรมมั้ย? หากธรรมะหมายถึงธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขของสังคมนี้ รัฐประหารมันก็ชอบธรรมเช่นเดียวกับการมีแรงงานเด็ก เช่นเดียวกับการที่ผัวมีเมียน้อย เช่นเดียวกับการทำร้ายเด็กจำนวนมากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่เรารู้สึกอับอายขายหน้า ผมคิดว่านั่นมันก็ชอบธรรมหากพิจารณาว่าธรรมะหมายถึงธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขของสังคมไทย ดังนั้นคนอย่างครูหยุยต่างหากที่ไม่ชอบธรรม เพราะแรงงานเด็กมันเป็นจารีตประเพณีอันดีงามของไทย สูงสองศอกหนึ่งคืบเขาก็เอาไปสักเลขแล้ว คุณจะเอาเด็กไว้หาพระแสงอะไรถ้าไม่ใช้มัน นี่คือจารีตประเพณีไทยอันดีงามที่เราจะต้องต่อต้านยูเอ็นแล้วเราก็ควรใช้แรงงานเด็กต่อไป นอกจากนี้ควรไปบอกคุณระเบียบรัตน์ว่า การที่ผัวมีเมียน้อยก็เป็นจารีตอันดีของคนชนชั้นสูงไทย เพราะเมียของไทยนั้นไม่ใช่มีเมียน้อย นี่เป็นวิธีคิดแบบฝรั่ง แต่เมียของเรานั้นมีหลายเมีย ตั้งแต่เมียทาสเมียเชลย ไปจนถึง เมียพระราชทาน เราจึงต้องรักษาจารีตอันนี้ไว้ต่อไป การมีผัวเดียวเมียเดียวเป็นวิธีคิดแบบคริสเตียนนิตี้ แต่ผมอยากรู้ว่าปัจจุบันเราต้องการมีเมียแบบไทย ๆ มั้ย? ตอนนี้เราก็จะเริ่มไม่พอใจแล้ว เพราะเห็นว่ามันไม่เป็นอารยะ

กลับมาที่คำว่า ปฏิวัติ ซึ่งเป็นคำที่สร้างโดยบรรพบุรุษของพวกคุณ คือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าที่เอียงข้างประชาชน ผมอุตส่าห์เรียกซะอย่างดีเลยนะครับ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ว่า ปฏิวัติ มันคืออะไร? แล้วทำไมคนที่นั่งอยู่ริมน้ำ สายตาทอดมองไปสู่คลองบางกอกน้อยด้วยความเศร้าใจ จึงสร้างคำเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ว่า อภิวัฒน์ ในปี 2500 เพราะตามความคิดของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 มันคือ ปฏิ+วัฏฏะ หมายถึงการหมุนกลับไปสู่เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ ที่นำไปสู่การอธิบายว่า เรามีประชาธิปไตยแบบไทย ๆ มาเป็นเวลานานแล้วก่อนปี 2475 ดูนะครับ นี่คือปัญญาชนสายราษฎรเมื่อเจอปัญญาชนสายเจ้าเป็นยังไงครับ? เดี้ยง ต้องใช้เวลาอีก 25 ปีกว่าจะคิดออก แล้วเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ว่า อภิวัฒน์ แต่เสียใจนะครับคำ ๆ นี้ไม่ติดตลาด เพราะคนพากันเรียกว่าการ ปฏิวัติ 2475

ดังนั้น ถ้าถามว่าเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน มันเป็นการ ปฏิวัติ