2006/Oct/18

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายในหัวข้อ รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 กับการปฏิรูปการเมือง โดยมีผู้อภิปรายคือ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และเกษียร เตชะพีระ

แต่ข่าวการอภิปรายดังกล่าวกลับถูกนำเสนอเป็นข่าวสั้น ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากมีข่าวการเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างข่าวโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ หนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่นำเสนอข่าวนี้ เลือกที่จะนำเสนอเพียงแค่คำอภิปรายของรังสรรค์และวรเจตน์ แม้จะมีบางฉบับนำเสนอคำอภิปรายของเกษียรด้วย เช่น ไทยโพสต์ แต่ก็ตัดออกมาเป็นข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญในสิ่งที่เขาพูด

ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพราะ ในขณะที่รังสรรค์และวรเจตน์อภิปรายถึงตัวรัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแง่มุมทางด้านเศรษฐศาสตร์และหลักตรรกะทางด้านกฎหมายตามลำดับ แต่เกษียรกลับพูดถึงวิถีความคิดทางการเมืองหรือวัฒนธรรมทางการเมืองบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังหรืออยู่นอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญ อันอาจกล่าวได้ว่าเขากำลังพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของสังคมการเมืองไทยในปี พ.ศ. 2549 โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนสัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชนนั้น เกษียรได้วิเคราะห์ถึงความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองของผู้คนในสังคมการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ และถือเป็นคำอภิปรายส่วนที่สำคัญที่สุดตามความคิดของผม

แต่อาจจะเป็นเพราะว่าคำอภิปรายของเกษียรคงมีความเป็นนามธรรมหรือเป็นเรื่องของความคิดและอุดมการณ์เกินไปสำหรับการนำเสนอข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ คำอภิปรายของเขาจึงต้องถูกผลักไสให้หลุดออกไปจากพื้นที่ข่าวในที่สุด

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมในฐานะคนที่ไปนั่งฟังการอภิปรายดังกล่าวและได้นำเครื่องอัดเสียงไปด้วย จึงตัดสินใจนำคำอภิปรายของเกษียรมาเรียบเรียงแล้วเผยแพร่ลงในเว็บล็อกของตนเอง แม้ว่าต่อไปในอนาคต เกษียรอาจจะดัดแปลงเรียบเรียงคำอภิปรายดังกล่าวเป็นงานเขียน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ลงในคอลัมน์ประจำของเขาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกที่คุกรุ่นของเกษียรซึ่งปรากฏอยู่ในคำอภิปรายดังกล่าวจะไม่ปรากฏอยู่ในฉบับข้อเขียนที่ต้องดัดแปลงเรียบเรียงให้รัดกุมขึ้น ดังนั้น ผมจึงขอแนะนำให้ทุกคนได้อ่านคำอภิปรายของเกษียร ซึ่งมีเนื้อความดังต่อไปนี้

ผมจะขอพูดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2549 กับการปฏิรูปการเมือง ผ่านมุมมองของนักรัฐศาสตร์ โดยจะมองรัฐธรรมนูญผ่านสัมพันธภาพทางอำนาจสามชุด ชุดแรก คือ สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ชุดที่สอง คือ สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ และชุดที่สาม คือสัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชน

สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน

เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า constitution ไม่ใช่ constitutionalism รัฐธรรมนูญไม่ใช่ลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ law ไม่ใช่ the rule of law สองอย่างนี้แตกต่างกัน ถ้าเห็นความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ก็จะเข้าใจว่า มันเป็นไปได้ในสังคมการเมืองหนึ่งที่จะมี constitution without constitutionalism ที่จะมี law without the rule of law ก็คือมีกฎหมายที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า the mere fact of law คือ แม่งคือกฎหมายไอ้ห่า หรือจะเรียกให้ไพเราะได้ว่า the rule by law ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ธรรมนูญการปกครองฉบับปี พ.ศ. 2502 ที่สฤษดิ์เซ็น โดยมีคนร่างเป็นหลวงวิจิตรวาทการ แล้วมาตราที่โด่งดังที่สุดคือ ม.17 ซึ่งถ้าอ่านดู ม. 17 จะชัดเจนที่สุดว่า มันเป็นไปได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เราจะ constitutionalization on absolutism คือ สามารถนำเอาระบอบอาญาสิทธิ์ ระบอบที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดรวมศูนย์ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ อยู่ในมือกูคนเดียว แล้วทำให้มันเป็นรัฐธรรมนูญ

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ปัญหาก็คือ constitutionalism คืออะไร มันไม่ใช่ absolutism มันไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ constitutionalism คือ limited government หรือ รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด ดังนั้น constitutionalism จึงตรงข้ามกันกับ absolutism เพราะ absolutism คือ absolute government เป็น unlimited government ที่คิดจะทำเหี้ยทำห่าอะไรก็ได้ จะริบชีวิตของเราก็ได้ ริบทรัพย์ของเราก็ได้ ริบสิทธิเสรีภาพของเราก็ได้

constitutionalism จึงหมายถึง รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด อำนาจที่ถูกจำกัดโดยสิทธิเสรีภาพของประชาชน มึงทำอันนี้ไม่ได้เพราะเป็นสิทธิของกู มึงทำอันนี้ไม่ได้เพราะเป็นเสรีภาพของกู ถ้ามึงทำได้ เราไม่ได้อยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น limited government ถึงจะมี constitutionalism limited by people right and freedom แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามัน limited มันต้องมีกรรมการกำกับเส้นไม่ให้ government ล่วงล้ำ limit นี้ กรรมการกำกับเส้นให้ประชาชนมี right และ liberty ไม่ให้รัฐบาลมารุกล้ำก็คือ ศาลสถิตยุติธรรมที่อิสระ

ถ้ามีทั้งหมดนี้ คือ มี limited government มีประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพ มีศาลยุติธรรมอิสระที่เป็นคนคอยกำกับเส้น ถึงจะมี constitutionalism

ถ้าไม่มีทั้งหมดนี้ ก็เป็นแค่ the mere fact of constitution ไม่ได้นำไปสู่ลัทธิรัฐธรรมนูญหรือระบอบรัฐธรรมนูญ อันนี้แหละที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 สู้แทบเป็นแทบตาย

สำหรับระบอบทักษิณที่พวกเราเพิ่งจากมา ผมมีปัญหากับระบอบนี้เพราะรู้สึกว่า มันเป็น absolutism แบบหนึ่ง คือภายใต้การปกครองของคุณทักษิณที่รวบทุกอำนาจไว้กับตัวและใช้อำนาจนั้นในลักษณะที่ลิดรอนล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนเยอะแยะ ทั้งฆ่าตัดตอน สงครามต่อต้านยาเสพย์ติด ปัญหาภาคใต้ ผมสู้กับรัฐบาลทักษิณก็เพราะปัญหานี้แหละ เพราะผมรับไม่ได้กับการเป็น absolutism ของรัฐบาลทักษิณ เป็น elected capitalist absolutism หรือ ระบอบอาญาสิทธิ์ทุนนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง

ตั้งแต่ก่อนจะมี 19 กันยา ผมคิดในใจว่า ไอ้ห่า! ฉิบหาย คือ เมื่อเราสู้กับ absolutism หนักมาก แล้วถ้าไม่สามารถเอาชนะไปได้หรือเปลี่ยนแปลงไปได้ one absolutism ก็จะ draws out the other อำนาจอาญาสิทธิ์มันจะดึงเอาอำนาจอาญาสิทธิ์อีกชุดหนึ่งมาทำลายมัน แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

ถ้านี่คือบทเรียนราคาแพงของเรา ผมคิดว่ามันจะไม่แก้ห่าเหวอะไรเลย ถ้าระบอบใหม่ไม่จำกัดอำนาจรัฐ ด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้เคารพมั้ย? มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง สิ่งที่คปค.ทำคือรัฐประหาร หรือ การฆ่ารัฐลงไป เวลาเราฆ่ารัฐหรือฆ่าระบอบการเมืองหนึ่งลงไป จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน ถ้าพูดตามหลักปรัชญาเสรีนิยมแบบพวก Lockian แบบ John Locke คำถามคือ เวลาคุณฆ่ารัฐธรรมนูญลงไป แล้วผู้คนพลเมืองในประเทศกลับไปสู่สภาวะ the state of nature หรือเปล่า? มีบางท่านตีความเรากลับไปสู่สภาวะแบบนั้น แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เราไม่ได้กลับไปสู่ the state of nature เพราะถ้าพูดตาม Locke หากมีการรัฐประหารฆ่ารัฐลงไป โดยประชาชนไม่ได้ให้ consent หรือประชาชนไม่ได้ให้ความสมยอมแล้ว มันจะเกิดสภาวะ the state of war เป็นสภาวะ the state of war บวก slavery

สภาวะ the state of war คืออะไร? the state of war คือ might without right มีการใช้กำลังโดยไม่เคารพสิทธิของผู้คน และ the state of war continues จนกว่าจะมีการรับลงสัญญาประชาคม แล้วประชาชนให้ consent (การยอมรับ) ในการสร้างระบอบ ผมพูดตาม Locke ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นแค่ the mere fact of constitution ไม่มี constitutionalism และ the state of war continues แต่ถ้าเราไม่เชื่อเสรีนิยม สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ใช่เรื่องจริง

สอง ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาตรา 3 เค้าบอกกันว่าแม่งดีฉิบหาย มันต่างจากธรรมนูญชั่วคราวฉบับอื่น ๆ แต่ผมไปนั่งอ่านดูแล้วมันเสียวป๊าบ! คือ เราจะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แอ่น แอ๊น และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามธรรมเนียมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันเสียวป๊าบเพราะไม่มีระบอบอะไรในเมืองไทยที่ผ่านมาหลายสิบปีนี้ ที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบอบสฤษดิ์เค้าก็เรียกตัวเองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบอบคุณธานินทร์ กรัยวิเชียรก็เรียกแบบนั้น ถ้าเคารพสิทธิและเสรีภาพของความเป็นมนุษย์แบบสฤษดิ์ แบบระบอบธานินทร์ มันแปลว่าอะไร? อะไรคือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในระบอบธรรมนูญการปกครองชั่วคราว? ไม่มีนะครับ the state of war continues, might without right

สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ

ผมคิดว่าโดยพื้นฐานแล้ว เรื่องที่เราทะเลาะกันมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน คือเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ แล้วมันทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้สองข้อ ที่ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราวไม่ได้ตอบ แต่เป็นโจทย์ที่ทิ้งไว้ว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะตอบหรือไม่ อันนี้น่าสงสัยมาก

โจทย์ใหญ่ทั้งสองข้อมีดังนี้

หนึ่ง เราจะวางตำแหน่งแห่งที่ของทุนใหญ่ในประเทศและทุนโลกาภิวัตน์ไว้ตรงไหนในสังคมการเมือง ปัญหามันเกิดเพราะว่ามีทุนใหญ่ในประเทศเข้ามาสู่การเมือง สามารถแปรอำนาจเศรษฐกิจมาเป็นอำนาจการเมืองได้ แล้วรวบอำนาจนั้น นอกจากนี้ทุนใหญ่ในประเทศยังเชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ ปัญหามันเกิดเพราะเรารู้สึกว่า อำนาจนี้มันใหญ่เกินไป มันมากเกินไป มันรวมศูนย์เกินไป ถึงได้ทะเลาะกัน เดินขบวนประท้วงกันจะเป็นจะตาย โจทย์ข้อนี้ยังค้างอยู่ ว่าจะเอายังไง? เราจะห้ามไม่ให้ทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขาเข้ามา เราจะสร้างตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงกระบวนการปฏิรูปการเมืองข้างนอกรัฐธรรมนูญอย่างไร? ที่จะจำกัดอำนาจของทุนใหญ่ในประเทศทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ หรือว่ามันจำกัดไม่ได้ด้วยตัวรัฐธรรมนูญเอง อันนี้ผมไม่ทราบ

สอง มันก็เกิดขึ้นเป็นกระบวนการตั้งแต่เมื่อต้นปีมานี้อีกนั่นแหละ พูดอย่างแนบเนียนที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องพระราชอำนาจ ปัญหาความสัมพันธ์ของพระราชอำนาจกับสถาบันอื่น ๆ ในสังคมการเมืองไทย นี่ก็เป็นเรื่องที่ทะเลาะกันใช่มั้ยครับ? ตั้งแต่คุณสนธิ ลิ้มทองกุลเสนอเรื่องม. 7 กับนายกฯพระราชทาน ก็คือ อยากให้พระราชอำนาจขยายไปถึงขั้นพระราชทานนายกฯได้ แล้วในหลวงก็บอก มั่ว! ตอนตุลาการภิวัตน์ตีความกันเละเลย มีหลายพวกหลายฝ่าย แล้วก็มีเวอร์ชั่นหนึ่งบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้อำนาจตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ นั่นคือถูกต้องตามมาตรา 3 อย่างนั้นหรือเปล่า? รวมทั้งล่าสุด คือเรื่อง จ๊อกกี้ ม้า และเจ้าของ ก็นำไปสู่ข้อถามของสมาชิกพรรคไทยรักไทยบางคนว่า อะไรคือบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ทั้งนั้น ว่าต่อไปในอนาคต นอกจากเราจะจัดวางทุนใหญ่ไว้ตรงไหนอย่างไรในเรื่องอำนาจของเขาแล้ว เรายังจะต้องจัดความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างพระราชอำนาจกับสถาบันอื่น ๆ ในสังคมการเมืองไทย? ถ้าไม่ตอบ มีสิทธิ์ยุ่งในอนาคต เพราะคนไทยมาถึงจุดที่เราเริ่ม debate (ถกเถียง) กันในเรื่องนี้แล้ว มีความเห็นที่แตกต่างไม่ลงรอยในเรื่องนี้แล้ว

สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชน

เนื่องจากมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ในนี้เยอะ แล้วก็ทะเลาะกันฉิบหายเลยในรอบปีที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ผมไม่ต้องการโยนน้ำมันใส่กองไฟ ผมจึงขออ่าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าผมปากหมา ผมจึงไม่อยากพูดสด ถ้าพูดสดเดี๋ยวก็ชวนใครทะเลาะด้วยอีก ผมไม่อยากทะเลาะด้วย

เช้านี้ ผมเพิ่งไปไหว้วีรชน 14 ตุลา และ 6 ตุลา มา คือปกติ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ต่อครั้ง ผมจะซื้อพวงมาลัยสองพวงไปไหว้ประติมากรรมอนุสรณ์ 14 และ 6 ตุลา ที่หน้าหอใหญ่ พวงหนึ่งผมจะคล้องไปที่มือของรูปปั้นวีรชน 14 ตุลา ประนมมือไหว้แล้วก็น้อมรำลึกถึงสิทธิเสรีภาพ อีกพวงหนึ่งผมจะวางกลางแท่นหินอ่อน 6 ตุลา ประนมมือไหว้แล้วก็น้อมรำลึกถึงความเป็นธรรมทางสังคม ผมคิดว่านี่คือสองประเด็นหลักของ 14 และ 6 ตุลา อย่าลืมว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเพิ่งตั้งวันที่ 14 ตุลา เป็นว