2008/Sep/10

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ได้มีการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการของนายจุมพล ณ สงขลา อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

หากจะทำนิติกรรมอะไรเราก็ต้องดูกฎหมายฉบับนั้นๆ หรือจะต้องไปดูพจนานุกรม ผมเห็นว่าในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อจะดูเรื่องความเป็นลูกจ้างหรือไม่อย่างไร ก็ต้องไปดูกฎหมายแรงงานกฎหมายลูกจ้าง ไปดูว่ามีอะไรที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดบ้าง โดยจรรยาบรรณของผู้พิพากษาที่ปฏิบัติกันมานั้น หากมีข้อกฎหมายใดไม่ชัดเจน ไม่สามารถเอาผิดจำเลยได้ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลยไป การจะไปตีความกฎหมายที่กว้างขวาง ผู้พิพากษาสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องเป็นคุณกับจำเลย ไม่ใช่มุ่งตีความอย่างกว้างเพื่อให้เป็นโทษหรือเอาผิดกับจำเลย

เมื่อครั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยมีการพูดกันเรื่องการตีความกฎหมายว่าควรจะตีความกว้างแค่ไหน ก็ยึดหลักการว่า ตีความอย่างกว้างได้แต่จะต้องเป็นคุณ หรือไม่ได้มุ่งเน้นที่จะไปเอาผิดกับจำเลย เพราะหากไปมุ่งที่จะเอาผิดใครนั้นถือว่าผิดวิสัยของตุลาการได้

กรณีของนายสมัครนั้น ผมอยากให้มองว่าสิ่งที่เขาทำ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร เกิดความเสียหายส่วนร่วมอย่างไร ผมเกรงว่าหลังจากเรื่องนี้แล้ว คนอื่นจะตีความกฎหมายแบบแปลกๆ ออกมาบ้าง ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผมใช้บริการรถแท็กซี่อยู่เป็นครั้งคราว อย่างนี้จะถือได้ว่าแท็กซี่คือลูกจ้างของผมได้หรือเปล่า เช่นเดียวกันกับผมไปตัดเสื้อผ้าที่ร้านตัดเสื้อแห่งหนึ่ง จะบอกว่าช่างตัดเสื้อร้านดังกล่าวเป็นลูกจ้างก็ได้ใช่ไหม เรื่องนี้คงวุ่นวายเหมือนกัน

กับการตีความกฎหมายครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังและท้อ ที่ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่กลับไปดูพจนานุกรมด้วย ผมเกรงว่าต่อไปศาลจะถูกมองว่าใจแคบ เพราะถ้าพิจารณาตามหลักคุณธรรม และวิสัยทั่วไปของผู้ที่เป็นศาลแล้วจะต้องใจกว้าง มีเมตตาต่อจำเลย หากข้อกฎหมาย หรือพฤติกรรมพฤติการณ์ใดที่ข้อกฎหมายเอาผิดไม่ชัดเจนก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป จะต้องไม่มุ่งตีความกฎหมายหรือนำเหตุอื่นๆ มาประกอบเพื่อเอาผิด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับ

 

ข่าวจาก http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol05100951§ionid=0133&day=2008-09-10

 

 

 

 

edit @ 10 Sep 2008 21:58:22 by the invisible reporter

2007/Oct/17

 

มีบทความน่าสนใจสองชิ้นมาแนะนำครับ

หนึ่ง บทความชื่อ "ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการทบทวนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?" โดย เดวิด สเตร็คฟัส สามารถอ่านได้ที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9927&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai ครับ

สอง บทความชื่อ "ความจริงใจของคณะรัฐประหาร ในการใช้ 'เศรษฐกิจพอเพียง' แก้ปัญหาความ 'ยากจน'" โดย ธุลี สามารถอ่านได้ที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9942&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai ครับ

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของบทความชิ้นนี้ครับ

รัฐบาลโยนปัญหาความยากจนของประชาชนให้เป็นเรื่องท่าทีต่อชีวิต เช่น ไม่รอบคอบ ไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักประมาณ ไม่ขยันหมั่นเพียร จึงโหมประชาสัมพันธ์และสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง โดยทำให้สังคมลืมไปว่า การที่คนยากจนไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้จักเพียงพอ 

 

ขบวนการต่อสู้ของคนจน นับตั้งแต่ขบถชาวนาในภาคเหนือ ขบวนการผู้มีบุญในอีสานในสมัยศักดินา และสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดจากการกดขี่ขูดรีดของชนชั้นนำผ่านระบบภาษี, การเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ เกิดจากการขูดรีดภาษี แรงงาน และผลผลิตส่วนเกินโดยรัฐและนายทุน, จนถึงสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน และสมัชชาคนจนในปัจจุบัน ก็เกิดจากการแย่งชิงปัจจัยการผลิตและทรัพยากรจากประชาชนส่วนใหญ่ไปเอื้อประโยชน์แก่นายทุน ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ เหล่านี้ เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า คนจนถูกทำให้จนโดยกลไกต่างๆแห่งรัฐและชนชั้นนำ

 

ในอีกนัยยะหนึ่ง รัฐบาลจงใจกดฐานะการต่อสู้ของขบวนการคนจนให้มีความหมายเป็นเรื่องของความไม่พอเพียงเท่านั้น

2007/Oct/12

บทความ ธงชัย วินิจจะกูล: “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีปัญหามากอยู่แล้ว”

 

Lese majeste law still problematic , The Nation วันที่ 11 ต.ค.2550

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ผู้แปล: พงศ์เลิศ พงศ์วนานต์ 

การเสนอแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ นี้เลอะเทอะและไม่ฉลาดเอาเสียเลย กฎหมายเท่าที่เป็นอยู่ก็มีปัญหาในหลายแง่มุมมากพออยู่แล้ว 

โดยพื้นฐานแล้ว กฎหมายข้อนี้ขัดแย้งกับหลักการในรัฐธรรมนูญที่ว่า ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย แต่ประเทศไทยยอมให้ความขัดแย้งนี้ดำรงอยู่ตลอดมาด้วยกลไกและบรรทัดฐานทางกฎหมายที่น่ากังขา 

ยิ่งกว่านั้น ปัญหาที่น่าหนักใจก็คือ การฉ้อฉลใช้กฎหมายนี้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง เพราะกฎหมายอนุญาตให้ใครก็ได้กล่าวหาใครก็ได้ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาท ที่เฉพาะผู้เสียหายเท่านั้นที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายหมิ่นฯ จึงกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ฉวยใช้ง่ายเหลือเกิน 

ผู้ถูกกล่าวหาโดยคดีหมิ่นฯ ได้รับความเสียหายไปแล้ว ไม่ว่ากระบวนการหรือผลทางกฎหมายจะออกมาเป็นอย่างไร และทั้งๆ ที่กรณีส่วนใหญ่ถูกยกฟ้องหรือไปไม่ถึงศาล ข้อหาหมิ่นฯ จึงถูกใช้อย่างไม่ต้องคิดหรือเป็นการเมืองสามานย์ แทนที่จะได้รับการจัดการอย่างระมัดระวังรอบคอบมากที่สุด  

การเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ละเมิดหลักการทางกฎหมายและขนบธรรมเนียมในหลายแง่ และอาจจะยิ่งทำให้มีการใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนักข้อมากขึ้นไปอีก 

ประการแรก การแก้ไขครั้งนี้จะเป็นการยกสถานะคนกลุ่มเล็กๆ (รวมถึงคนที่ไม่ใช่เจ้า) ขึ้นเหนือประชาชนทั่วไป ซึ่งจะสร้างแบบอย่างที่อันตราย เนื่องจากอาจจะมีการออกกฎหมายที่จะสร้างชนชั้นอภิสิทธิ์หรือพวก “firsts among the equals” เพิ่มขึ้นมาอีก 

การแบ่งชนชั้นในสังคมอย่างเป็นทางการโดยมีกฎหมายรองรับกลับมากและหนักยิ่งขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่อีก แทนที่จะเป็นไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น 

ประการที่สอง การแก้ไขครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คนกลุ่มเล็กๆ มีสถานะสูงกว่าประชาชนทั่วไปอย่างถูกกฎหมาย แต่ยังเป็นการยกบุคคลบางคนให้มีอภิสิทธิ์และฐานะใกล้เคียงเจ้าอีกด้วย  นี่เป็นการไม่สมควรทั้งต่อสถาบันกษัตริย์ ขนบประเพณี และเป็นการลบหลู่หยามหลักประชาธิปไตยของสังคมสมัยใหม่ทุกประการ

การเสนอแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้อาจจะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองด้วยซ้ำ 

ประการที่สาม ในโลกสมัยนี้ ที่ทุกคนบนโลกล้วนมีผลประโยชน์ทางวัตถุ ทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ ความโปร่งใส (transparency) และการสามารถตรวจสอบได้ (accountability) เป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งกว่าเดิม  การเสนอแก้ไขครั้งนี้กลับเดินไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม คือทำให้บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งและความรับผิดชอบสูงอยู่ในความเร้นลับและไม่สามารถตรวจสอบได้ 

ลองนึกดูว่าหากบุคคลดังว่านี้ทำอะไรที่สร้างความเสียหายแก่สถาบันกษัตริย์ เขาก็จะได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายตามที่แก้ไขครั้งนี้ เพราะตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้  หมายความว่า เขาจะไม่ถูกลงโทษจากการสร้างความระคายเคืองต่อสถาบันกษัตริย์ 

ประการที่สี่ การใช้กฎหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชนและพวกพ้องก็จะได้รับการปกป้องโดยกฎหมายตามที่แก้ไขครั้งนี้  ผลกระทบที่จะเกิดแก่สถาบันกษัตริย์นั้นอาจใหญ่โตและอันตรายเกินกว่าจะคิดได้ในขณะนี้ 

ประการที่ห้า ทำไมถึงจะต้องห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ? เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์หรือว่าเพื่อข่มขู่สื่อไม่ให้นำเสนอข่าวการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ในทางฉ้อฉลกันแน่? สมาชิก สนช.สายสื่อมวลชนที่สนับสนุนการเสนอแก้ไขนี้ควรจะมีความละอายที่ได้ทรยศเพื่อนร่วมวิชาชีพและประชาชน

 

สุดท้าย เจตนาในการแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ ในครั้งนี้ โดยตัวของมันเองก็เป็นการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ในทางฉ้อฉล นั่นคือเป็นการให้การคุ้มครองคนบางคนที่อยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นี่เป็นการแก้ไขกฎหมายที่ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว 

หากมีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ ได้จริงๆ การกล่าวหาและคดีหมิ่นฯ ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลมากขึ้นเท่าใด ความสนใจก็จะยิ่งพุ่งไปที่สถาบันกษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น แต่จะสร้างอภิสิทธิ์ให้คนบางคน (รวมถึงคนที่ไม่ใช่เจ้า) ทั้งๆ ที่พวกเขากระทำการที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนและไม่สมควรจะได้รับการคุ้มครองพิเศษเหนือกฎหมายแล้วก็ไม่สามารถลงโทษพวกเขาเหล่านั้นได้ แม้กระทั่งหากพวกเขาสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันกษัตริย์ก็ตาม 

บทเรียนจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าการมีอภิสิทธิ์มากเกินไปอย่างนี้ ในที่สุดจะนำไปสู่ความไม่พอใจของสาธารณชนและความปั่นป่วนในสังคม 

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เป็นอยู่ก่อผลเสียต่อสถาบันกษัตริย์ มากกว่าที่จะเป็นผลดี การแก้ไขคราวนี้จะยิ่งก่อผลเสียมากขึ้นไปอีก 

การเสนอแก้ไขครั้งนี้ทำกันอย่างไร้ความยั้งคิด ถึงจะยอมถอนร่างแก้ไขออกไป ความคิดและความพยายามผลักดันเรื่องนี้ก็ยังสมควรต้องถูกประณามอยู่ดี 

เราจะต้องไม่ยอมให้มันหวนกลับมาอีก  

 

 

 

 

จาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9886&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระแสกวาดล้าง “หนังสือต้องห้าม” ระบาดแล้ว รัฐไทยสั่งเก็บหนังสือวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน  

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 หนังสือพิมพ์มติชนรายงานข่าวการสั่งยึดหนังสือแปลจากภาษาจีน ชื่อว่า เก้าบทวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ โดยเจ้าหน้าที่ของไทยระบุว่าเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวมุ่งโจมตีรัฐบาลจีน ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน จึงมีการใช้อำนาจตามกฎหมาย 2484 มาตรา 9 ราชกิจจานุเบกษา ออกวันที่ 8 ตุลาคม 2550 เรื่องห้ามการขาย หรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ ด้วยปรากฎว่าสิ่งพิมพ์ ชื่อ 'เก้าบทวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์' ได้ลงโฆษณาข้อความกล่าวหาและโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยใช้พื้นที่ของประเทศไทยเป็นที่พิมพ์และเผยแพร่อย่างเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย โดยมุ่งโจมตีรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน อันอาจทำให้ประชาชนคนไทยทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาโดยตลอด ถือได้ว่าสิ่งพิมพ์ดังกล่าวมีลักษณะอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  

โดยเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร อาศัยอำนาจตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 ห้ามการขาย หรือแจกจ่ายและให้ยึดสิ่งพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  

รายงานกล่าวว่า สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นการวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน แปลจากเรื่องชุดเก้าบทที่เริ่มจัดพิมพ์ครั้งแรกในลักษณะบทบรรณาธิการในเว็บไซต์ชื่อ 'ต้าจี้หยวน' ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ภาษาจีนของเดอะอิพอคไทมส์ โดยผู้แต่งไม่ประสงค์จะออกนาม ขณะที่เว็บไซต์ดังกล่าวได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ.2004 และส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวจีนที่อยู่นอกประเทศจีน และกำลังมีผลกระทบมากขึ้นถึงชาวจีนในประเทศด้วยกัน โดยเก้าบทวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเริ่มเป็นบทสนทนาในหมู่ชาวจีนถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

จาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9885&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

edit @ 12 Oct 2007 14:10:13 by the invisible reporter